Travel

แปลกจังที่เขียนไว้หน้าที่แล้วมันหายไปไหน เราเผลอลบมันไปตั้งแต่เมื่อไหร่ มันมีรูปเยอะแยะเลยนี่นา

ตอนนี่มาเริงร่าอยู่ ฮาวายครับ จริง ๆ มาเสนอผลงาน แต่เสนอแค่ สองชั่วโมงที่เหลือก็เข้าฟังงานประชุมบ้าง เที่ยวเล่นบ้าง เรื่อยเปื่อย ก็ถือว่าแอบมาหลบลมหนาวแล้วกัน

อาจจะเพราะเราไม่ได้ไปที่หาดสวย ๆ หรืออะไรดี ๆ มั่งครับ เลยไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ในความคิดเรา ฮาวายมันน่าจะดูเป็นเกาะ เป็นอะไรที่สงบกว่านี้ แต่เอาเข้าจริง ก็เมืองท่องเที่ยวดี ๆ นี่เอง และนักท่องเที่ยวก็ไม่ใช่อื่นไกล พี่ยุ่นเองแหละครับ จนบางทีลืมไปเลยว่าอยู่ต่างประเทศ เพราะไม่ว่าจะทำอะไร ก็มีภาษาญี่ปุ่น มีคนพูดญี่ปุ่น มีชาวญี่ปุ่นเต็มไปหมด

รักเมืองไทยขึ้นเยอะ ของดี ราคาถูก น้ำใจงามหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว (ไม่ใช่มะนาวหวานเลยนะครับ แค่เข้าข้างตัวเองเท่านั้น)

พรุ่งนี้ก็ถึงเวลาจะต้องอำลา เกาะสวาทหาดสวรรค์แล้วครับ อาทิตย์นึงก็เร็วเหลือเกิน

กลับไปไม่รู้อุณหภูมิจะติดลบไปเท่าไหร่แล้ว แต่ไม่ค่อยกลัวเพราะกักตุนไขมัน ไว้เยอะ

ลองเปรียบเทียบสถานที่ที่ผมไปมา กับเมืองไทยดูนะครับ

Polynesian Cultural Center - Phuket Fantasia

Diamond Head - แหลมพรหมเทพ

ถึงจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียวแต่ก็ถือว่ามีลักษณะอะไรคล้าย ๆ กัน เช่นที่ศูนย์ศิลปะก็จะเป็นสถานที่มีการแสดงระบำฮาวาย มีการทานอาหารค่ำก่อนเข้าไปชมการแสดง คงจะคล้าย ๆ กัน เขาหัวเพชรนั่นก็ขึ้นไปเพื่อไปชมวิวในมุมสูง

แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ครับ ถ้าเราไม่มาเราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร สิ่งที่เรามี ดีแค่ไหน ไม่ใช่ว่า ฮาวายไม่ได้นะครับ เพียงแต่ไม่ประทับใจ และก่อนมาผมก็ไม่ได้มีอะไรในหัวอยู่แล้ว เลยเฉย ๆ

คิดว่าวันนี้คงจบแล้วครับ
2005/09/20-2005/09/22
เป็นช่วงเวลาที่ปรับประสาทการฟังแทบไม่ทัน
อังกฤษสำเนียงอเมริกา สำเนียงญี่ปุ่น จีน เกาหลี ฝรั่งเศส ฯลฯ
แถมเน้ือหาก็ยากอยู่แล้ว เล่นเอามึนไปเลยกับงานประชุมวิชาการครั้งนี้
แต่มีเรื่องที่ผมสนใจอยู่ 2 เรื่อง
1. มีงานวิจัยนึงที่พูดถึงการสร้างเซลประสาทในวัยผู้ใหญ่ได้ (หมายความว่าอะไรละ คนที่ความจำเสื่อม ก็จะกลับมามีความจำได้ หรือว่าถ้าใครอยากฉลาดก็เพิ่มเซลประสาทเข้าไป อันนี้ก็รอดูกันต่อไปครับ)

2.ทำไมงานวิจัยที่พูดถึงเรื่องโรคเอดส์ มักจะใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนไทย อย่างคราวนี้ก็เช่นกัน นักวิจัยกลุ่มนี้ลงไปทำกับคนไข้โรคเอดส์ที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย
แล้วคำถามที่ตามมาก็คือ คนไทยเป็นกันเยอะใช่ไหม?

ถ้าภาษาผมแข็งแรงกว่านี้คงตอบได้ดีกว่าคำว่า ที่ไหน ๆ ก็เป็นไม่ใช่เหรอ

2005/09/23

ตอนแรกตั้งใจจะไปดูภูเขาไฟ ที่ Kumamoto จริง ๆ ก็ไม่ได้คิดหรือว่าต้องการที่จะไปหรอก แต่ประหนึ่งว่า มาเกาะคิวชู ไม่ได้ไป Asosan มาไม่ถึงเกาะคิวชู
โชคดีหรือเปล่าไม่รู้ที่ฝนตก ผมเลยเปลี่ยนแผน
เป็นเที่ยวใน Fukuoka แทนดีกว่า เพราะจริง ๆ แล้วอยู่ Fukuoka แต่ไหงไม่ยักกะนึกถึงการเที่ยวใน Fukuoka เลย
ก็เริ่มด้วยการไปวัด Dazaifu ว่ากันว่าเป็นวัดที่ขอพรเกี่ยวกับเรื่องเรียนแล้วจะช่วยให้สำเร็จ
ก็เอากับเขาหน่อย หวังว่าพรที่ขอไปคงจะสัมฤทธิ์ผล (นั่ง ๆ นอน ๆ แบบนี้จะได้ไหมเนี้ย)

เสร็จแล้วก็ไปต่อที่ Yahoo dome เป็นสนามเบสบอลของ Fukuoka แล้วก็เดินเรียบชายทะเลไปเรื่อย ๆ จนถึง Fukuoka tower
เป็นธรรมดาของ ทาวเวอร์ ต้องขึ้นไปชมวิว แล้วจะชมแบบฟรี ๆ ไม่ได้ ทั้ง ๆ เคยเสียค่าโง่กับการขึ้นทาวเวอร์ไปชมวิวมานักต่อนักแล้วในแดนปลาดิบเนี้ย แต่ก็ไม่วาย
"มาทั้งทีแล้วจะไม่ขึ้นก็กระไร"
เบื่อความคิดแบบนี้ของตัวเองเต็มแก่ จะมีสักเรื่องที่พลาดบ้างก็ได้นะชีวิตนี้

ขึ้นไปไม่กี่นาทีก็ลง

แถมไอ้เพื่อนที่รัก ก็พาไปหลงกับไอ้แค่ชิงช้าสวรรค์สองอันตั้งนานสองนาน ไปเหยียบไม่กี่นาทีก็กลับ เพราะเราอยากไปกิน
MK สุกี้

กินแบบ ไม่อั่น 1,300 เยนบอกได้คำเดียวว่า เหมือนเมืองไทยมาก
สุขกับการกิน และก็ต้องพยายามยัดจนกว่าจะคิดว่า เกิน ราคาที่จ่ายแล้ว
ข้อเสียของการกินแบบไม่อั่น

กลับไปนอนแบบอิ่ม ๆ ที่ห้อง

2005/09/24
ตื่นเช้า เพราะรถทัวร์ ของโปรแกรมทัวร์ Nagasaki เด็กต่างชาติมหาวิทยาลัยคิวชู ล้อหมุนตอน 7:45 น. ไปถึง Nagasaki ตอน11:00 น.ได้
สถานที่แรก เป็นสวนสันติ (Peace Park) ที่มีรูปปั้นเด่นเป็นสง่า มือซ้ายยกขึ้นข้างลำตัว มือขวาชี้ไปบนฟ้า (ว่ากันว่า แสดงถึงความหวัง แต่แอบมีคนล้อเลียนว่า แกกำลังบอกว่าปรมาณูกำลังลงมา วิ่งหนีไปทางนี้กัน)
เสร็จแล้วก็นั่งรถผ่าน โบสถ์เก่า แล้วก็ไปแวะชม พิพิธภัณฑ์ Nagasaki Atomic Bomb ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังชมอะไรอยู่ ความรู้สึกไม่ต่างอะไรไปกับตอนที่เคยไปดูที่เมือง Hiroshima ไม่รู้หรอกว่าใครผิดใครถูก รู้แต่ว่า ความตาย สงครามไม่ใช่ทางออกที่ดี

อยากจะรีบ ๆ เดินผ่านรูปภาพของสิ่งปรักหักพังที่โดนทำลาย รอยแผล คนย่างสด อีกนานาความสยดสยองและน่าสะพรึงกลัว (เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้น ณ วันที่ 9 สิงหาคม 1945 เวลา 11:02 น. ส่วนที่เมือง Hiroshima วันที่ 6 เดือนสิงหาคม ในปีเดียวกัน เวลา 8:15 นาที จำไม่ได้แล้วว่าสารปรมาณที่ใช้ชื่อว่าอะไร แต่มันเป็นคนละชนิดกัน แต่ทำให้ผู้คนที่ได้รับเป็นมะเร็งที่เม็ดเลือดคล้ายกัน

ชมความสลด เสร็จก็ต้องกิน chanpon ที่เป็นอาหารขึ้นชื่อของ Nagasaki
ร้านที่ไป เป็นร้านที่กลัวว่าของจะไม่หมด เลยให้ซะพูนชามมาก ๆ ถ้าแกเปลี่ยนจากชามเป็นกะละมังได้ก็คงได้เต็มกะละมังเหมือนกัน
อิ่มจะอวก เลยไม่รู้ว่าอร่อยหรือเปล่า เพราะสิ่งที่ได้รับเป็นความทรมานแทน

เสร็จจากนั้นก็เคลื่อนทัพไปต่อกันที่
หมู่บ้านชาวต่างชาติ เพื่อชม Oura Catholic Church และ Glover Garden สวยดีครับ
แต่คำถามที่อยากรู้ก็คือ
ทำไมชาวต่างชาติที่เข้ามาในญี่ปุ่นจึงมักจะได้ที่พำนักอยู่ในเขตที่วิวสวยเยี่ยงนี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นที่ Hakodate, Kobe หรือแม้แต่ Nagasaki เองจะอยู่บนเนินเขาที่มองลงมาเห็นทะเลเบ้ืองล่าง

ตามโปรแกรมเดิม จะต้องไปจบที่ ไชน่าทาวน์ แต่ด้วยว่าเราทำเวลากันไม่ดีเท่าที่ควร โปรแกรมนี้เลยโดนยกเลิก แล้วก็กลับไปตายรังที่ Fukuoka

อย่าเอ็ดไปนะครับว่าผมแอบสวมรอยเป็นเด็กนักเรียนมหาลัยคิวชู
แต่เป็นการเที่ยวที่ถูกและคุ้มมากครับ

ส่วนผมก็เตรียมตัวกลับ Osaka ในเช้าวันอาทิตย์ที่ 25

2005/09/25
Bye bye Fukuoka
สิ่งที่ได้สัมผัส บอกผมว่า
ยังไง ๆ การเที่ยวที่เกาะคิวชู ก็ไม่สามารถเรียกคะแนนจากผมได้
ผมยังคงชอบเมืองเก่า วัดเก่า การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ในเขต Kansai โดยเฉพาะ Kyoto มากกว่า

ไม่ไปผมคงไม่รู้
ไม่ดูผมก็คงไม่เห็น
ผมได้สัมผัส รับถึงสิ่งแปลกใหม่

ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนการเดินทางครั้งใหม่จะเร่ิมขึ้น
ทุกครั้งที่ได้เดินทาง มันเหมือนหีบสมบัติผมมีของบางอย่างยัดลงไป

ถ้าคุณไม่เชื่อ
ก็ลองเดินทางดูซิครับ

2005/09/19

เรื่องมันเกิดเพราะ บังเอิญเจอโปสเตอร์งาน The 3rd Fukuoka Asian Art Triennale 2005
จะไม่เอะใจเลยถ้าไม่มีรูป การ์ตูนลายเส้นแบบที่เรารู้จัก ติดหลาอยู่ตามสถานีรถไฟใต้ดิน

รูปคุ้น ๆ แบบนี้ ฝีมือพี่โลเลแน่นอน
อีกทั้งวันจันทร์เพื่อนไม่ว่าง เลยเป็นวันที่เราต้องเดินเที่ยวคนเดียว
ค่าที่ไม่ได้รู้ล่วงหน้า หรือเตรียมการใด ๆ มาก่อน
เดินไปดูรายละเอียดในงาน แล้วก็ลองเดาสุ่มไปเรื่อย โชคดีที่เมือง ฟุกุโอกะ ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก นายสถานีจึงตอบคำถามได้ว่า
Riverain Center Bluiding สถานที่จัดงานที่เรากำลังตามหานั้นอยู่ที่ไหน


ไปถึงหน้างานก็ใกล้เวลาบ่ายสองโมงแล้ว บังเอิญอีกเช่นกันมีรายการสัมมนาพูดคุยกับศิลปิน อย่าง กลุ่ม Kama Wandi&VAST (Voluntary Artists'Studio, Thimphu)ซึ่งเป็นองค์กรกลุ่มศิลปินชาว เนปาล ที่จัดตั้งกันขึ้นมาเอง มีการรวมกลุ่มกันสอนศิลปะ เข้าค่ายต่าง ๆ นานา เห็นแล้วก็ น่าสนุกเมืองไทยมีใครคิดแบบนี้บ้างไหมน่า อยากไปร่วมแจม ส่วนอีกท่านนึง Tiarma Dame Ruth Sirait ศิลปินชาวอินโดนิเซีย (สงสัยว่าเธอจะชอบสีชมพูเป็นพิเศษ) กับการมาทำงาน ออกในแนว Workshop กับคนญี่ปุ่นเป็นเวลา 3 เดือนกับการตัดเย็บเส้ือผ้าในสไตล์ของตัวเอง ก็ดูคนญี่ปุ่นจะให้ความร่วมมือและสนุกสนานกับการตัดเย็บเสื้อผ้า บางคนก็เอาเนคไท มาทำ บางคนเอาบัตรรถไฟใต้ดินมาใช้ แปลก ๆ สนุก ๆ ดี

ฟังสัมมนาเสร็จ แอบเห็นพี่โลเล นั่งฟังสัมมนาอยู่ไกล ๆ เลยเดินเข้าไปทักทายพูดคุย
พี่เขาคงแปลกใจเล็ก ๆ ว่ามีคนไทยมางานนี้ด้วย ก็คุยอะไรกันไปเรื่อยเปื่อย
แปลกดีนะครับทุกครั้งที่ผมคิดว่า ศิลปินจะเข้าถึงยาก แต่เวลาที่ได้สัมผัส ผมว่าก็คนธรรมดานี่เองครับ คนบางประเภทเสียอีก ที่พยายาม(หรือบางทีเขาอาจจะเป็นจริง ๆ มั่ง)จะเป็นศิลปิน ทำตัวให้คิดแปลก แหวก หลุด พวกนี้เข้ายากย่ิงกว่าเสียอีก

เสร็จแล้วพี่เขาก็ขอตัวไปประชุม
ผมก็เดินดูงานคนเดียว เพราะเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่ จะถึงเวลาปิดทำการแล้ว
แรก ๆ ก็เพลิดเพลินดีอยู่หรอกครับ
อ้อ ผลงานอันดับแรกที่ตั้งอยู่หน้างานก็ไม่ใช่ผลงานของใครที่ไหนหรอกครับ
คุณ ทวีศักดิ์ ศรีทองดี แห่งประเทศไทยนั่นเอง
ผลงานที่ผมแอบชอบเป็นของคนญี่ปุ่น (ดันจำชื่อไม่ได้) เป็นงานปั้น การ์ตูนบอกเล่าเรื่องราวเหมือนการใช้ชีวิตประจำวัน ตลกร้าย แฝงไว้ด้วยเรื่องทุนนิยมทั้งหลาย อ้อแต่วิธีการนำเสนอ เขาเลือกปั้นหุ่นตัวเล็ก ๆ ให้เราเอาแว่นขยายไปนอนส่องดูเอาเอง น่ารักน่าหยิกดีครับผลงานชุดนี้

พอหลัง ๆ งานวีดีทัศน์ สื่อภาพเคลื่อนไหวมีมากเกิน จนทำให้ผมรู้สึกเอียน
มันจะดีกว่านี้ ถ้ามีงานลดลงครึ่งนึง เวลาที่ผมมีมากกว่านี้ด้วย

นอกจากพี่โลเลแล้ว ศิลปินจากเมืองไทยอีกสองท่าน อย่าง จักรกฤษณ์ ฉิมนอก และ แดง บัวแสง (สะกด ชื่อและนามสกุลผิดหรือเปล่าไม่รู้ เพราะแกะมาจากภาษาอังกฤษอีกที ยังไงก็ขออภัยด้วยนะครับ) ผลงานของทั้งสองท่านก็เด่นใช้ได้ที่เดียว ของหมี ่(จักรกฤษณ์) เป็นการนำใบตองมาตัดเย็บเสื้อผ้า ทำเฟอร์นิเจอร์ ต่าง ๆ อ้อ หมี่ต้องอยู่ที่ฟุกุโอกะ ถึง 3 เดือนเพื่อทำ workshop และแว่ว ๆ ว่า จะมีงานแฟชั่นโชว์ผลงานของหมี่ด้วย

ส่วนงานของคุณแดงนั้นก็นับว่าสวย และขนลุกเมื่อได้ดู บอกไม่ถูกต้องลองไปหาดูกันเองเอง
ดูแล้วรู้สึกเหมือนมีวิญญาณซ่อนอยู่ในภาพนั้นจริง ๆ

เสร็จจากงานก็ถึงคราวได้ชิมราเมงขึ้นชื่อของเมืองฟุกุโอกะ
Hakata ราเมง น้ำซุปเข้มข้น หวานน้ำต้มกระดูก อร่อยจริง ๆ แต่กินมาก ๆ แล้วเลี่ยน
กลับบ้านแบบอิ่ม ๆ
แล้วอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้า ถึงเวลาของพระจันทร์นวลผ่อง