Short-Story

จะว่าเชย ก็ตามใจ
แต่ผมจะเปรียบชีวิตเป็นละคร ใครจะทำไม

เพียงแต่ว่าละครเรื่องนี้ มันใช้เวลา
มีหลากรส ทั้ง เศร้า โศก สนุก สุข ฯลฯ
แถมยังเป็นละครที่ไม่มีผู้กำกับ
ไม่มีการจัดฉาก จัดแสงให้สวยงาม

ตอนจบของละครหลาย ๆ เรื่องมักเป็นการสรุป บทสุดท้าย
ถ้าละครเรื่องไหนจบแบบแฮปปี้ เอนดิ้ง คนดูก็มีความสุข สนุกไปกับละครนั้น ๆ
แต่ถ้าเรื่องไหน จบแบบเศร้า น้ำตาจากในจอและนอกจอแทบจะท่วมโลก
แต่ก็นั้นแหละ จบแล้วก็จบไป พรุ่งนี้ละครเรื่องใหม่มา
คนดูก็แทบจะลืมฉากจบของละครเรื่องเมื่อวานไปเสียสิ้น

เชื่อไหมครับ
ผมรู้ตอนจบของชีวิตผมแล้วครับ
แปลกดี
ผมไม่ได้อยากรู้
ผมอยากใช้ชีวิตแบบเหวี่ยงไปมา
ไม่อยากเดินไปบนเส้นตรง
ทำไมจะต้องมาบอกผมด้วย
คอยดูผมจะฝืน ตอนจบ


ตอน: คาปูชิโน่แก้วร้อน
1
นี่คงเป็นครั้งแรกสำหรับเขา ที่ได้มาเยือนเมืองเหนือ
เมืองที่เขาเคยได้ยินใครต่อใคร กล่าวถึงบ่อย ๆ
และเขาเองก็รู้แค่ว่า มันเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ใครหลาย ๆ คนนิยม และชื่นชม ในยามที่อากาศเร่ิมเย็นลง ลมหนาวพัดมาเยือน
สีสัน ของเมืองเหนือก็จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง

รถแดง พาชายต่างวัยสองคนไปส่ง ณ จุดหมายเดียวกัน

"แปลกดี รถแดง เป็นบริการที่ ผู้ใช้ต้องง้อ และตามใจผู้ให้บริการ"
เขาเคยขึ้นแต่รถเมล์ ที่มีการกำหนดราคาแน่นอนตามระยะทางใกล้ไกล

ฟ่างคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

รถแดง ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจาก สถานีรถไฟ
ผ่านคูเมือง,กำแพงเมืองเก่า,ตลาดที่มีดอกไม้วางขายติดแม่น้ำปิง
เสียงเพลงเมืองเหนือ ที่เขาไม่คุ้นชิน
ทั้งเสียงของเครื่องดินตรี ภาษาที่นักร้องกำลังขับขาน

ฟ่างตื่นเต้น
ตา มองสิ่งแปลกใหม่รอบกาย
หู ฟังเสียงเพลง เสียงสนทนา นี่กระมังที่เขาเรียกว่า "อู้กำเมือง"
ความคิด และหัวใจ อิ่มเอม ซึมซับ ไปกับบรรยากาศของเมืองเชียงใหม่
และเขาแอบคิดว่า ชีวิตให้กำลังเร่ิมต้นแล้ว ณ วันนี้ ตรงนี้ และตอนนี้

ความคิดยังไม่ทันหยุด พลันรถแดงก็จอดลงที่บ้านหลังนึง

มันเป็ฯบ้านไม้ แบบเมืองเหนือ
ด้านหน้ามีสวนเล็ก ๆ โต๊ะเก้าอี้ ร่มบ่อสร้างคันงามใหญ่ เคาน์เตอร์เล็ก ๆ พอให้คนสักคนยืนอยู่ข้างหลังได้อย่างไม่ลำบากนัก
เขาหยุดยืน มอง
"ร้านกาแฟ นะฟ่าง" น้ายอดคงรู้ว่า ฟ่างจะถามอะไร


2
ฟ่างสนุกกับการช่วยงานที่ร้านกาแฟเล็ก ๆ ของน้ายอด
และติดใจในรสชาติอาหารฝีมือของคุณยาย
ความสุขที่เขาเกือบจะลืมมันไปแล้ว ว่าเป็นเช่นไร
ได้เข้ามาทักทาย และเป็นส่ิงที่เขาแทบไม่ต้องขวนขวาย หรือว่ิงตามมันแต่อย่างใด
มันถาโทม โลมกายทุกขณะ

เขาเดินออกไปรับออเดอร์บ้าง นั่งคิดเงินที่แคชเชียร์บ้าง
ผู้คน มากหน้าหลายตา เดินเข้าออก สลับสับเปลี่ยน แทบไม่ซ้ำหน้า
บางคนมาจมจ่อม อ่านหนังสือ ทำงาน อยู่ที่ร้าน ต้ังแต่ร้านเปิด ยันร้านปิด
บางคนเลือกที่จะมาพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์
บางคนใช้เป็นสถานที่ บอกรัก ออกเดต กับคู่รัก
อีกหลายบรรยากาศ ที่ฟ่างเฝ้ามองและสังเกตุ

ร้านกาแฟเล็ก ๆ
แต่สิ่งที่เขาได้พบ ได้เจอ
มันทำให้หัวใจเขาพองโต ถ้ามันขยายได้
คงใหญ่กว่าร้านกาแฟของน้ายอดเป็นแน่


ในวันที่เขา ยังไม่รู้จัก ผู้คน สังคมและโลกมากนัก
ใครต่อใครรอบตัวเขาที่ต่างพากันกล่าวอ้างว่า เป็นผู้รู้ หรือผู้ที่ใช้ชีวิต บนโลกใบนี้มานานกว่าเขา
มักสอน และชี้นำเขาเสมอว่า
กาแฟ เป็นส่ิงไม่ดี

บ้างว่าเพราะมันมีคาเฟอีน
กินแล้วจะติด
กินแล้วใจสั่น
กินแล้วหัวไม่ดี
นานา ข้อห้าม

ในสายตาฟ่าง กาแฟ ก็ไม่ต่างอะไรไปกับกัญชา ฝ่ิน เฮโรอีน ดีๆ นี่เอง
ถึงแม้เขาจะมีปัญหามากมาย แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะพึ่ง หรือใช้ทางออกด้วยวิธีเหล่านี้
จึงไม่แปลกเลยที่เขาไม่เคยสัมผัส ลิ้มรสของสิ่งที่เรียกว่า
"กาแฟ"

ถึงกระนั้นก็ตาม่เขามักจะแปลกใจ และนึกสงสัยไม่ได้
ว่าบนโต๊ะทำงานของผู้รู้เหล่านั้น ทำไมจึงมีแก้วกาแฟวางอยู่เสมอ
หน้าจอทีวี ก็มีปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยไป


แต่นั้นก็เป็นแค่อดีต
เพราะในวันนี้เขาหลงรักกาแฟ เข้าอย่างจัง
เขารู้สึกดีใจ และอยากขอบคุณน้ายอดที่ทำให้เขาได้รู้รสชาติ ความข่มของกาแฟ


ยามลมโชย กล่ินกาแฟ หอมกรุ่น ตลบไปทั่วร้าน
ฟ่างแอบหลับตาพริ้ม สูดกลิ่นเหล่านั้นเข้าเต็มปอด
รอยยิ้มบาง บางค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้า
เขาจำได้ว่าแรก ๆ เขาจิบไปนิดเดียว แล้วรู้สึกว่าใจสั่น กระสับกระส่ายนอนไม่หลับอยู่หลายวัน

นี่ก็เกือบเดือนแล้ว ที่เขามาช่วยงานที่ร้านกาแฟของน้ายอด
คาปูชิโน่ ที่มีอบเชย แช่อยู่
เป็นแก้วโปรดที่เขาชื่นชอบ และมักจะขอให้น้ายอดชงประจำ ยามบ่าย
อ้อ เกือบลืม แครอท เค้กฝีมือน้ายอด เป็นของหวานที่เข้ากันดีกับกาแฟแก้วโปรดของเขา
"นี่ อย่าทานเพลินจนลืมดูลูกค้าละ" เสียงน้ายอดลอยมาจากหลังร้าน
"คร้าบ" เขาลากเสียง ตอบรับแบบล้อเล่นประสา น้า หลาน
ปากของเขาเต็มไปด้วย แครอทเค้ก กลั้วด้วยคาปูชิโน่แก้วร้อน

ตอน สิ่งนั้นสำคัญหรือ?
โดย เด็กชายข้างฟ่าง ณ ต่างดาว

สีล้อของพาหนะอย่างรถยนต์ค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกจากตัวโรงพยาบาล

ที่เบาะหลัง
เขา[เหม่อ มอง ทอด]สายตาออกไปนอกรถไกลแสนไกล
ไร้ซึ่งจุดหมาย
ภาพที่เห็นเบื้องหน้าไม่มีจุดโฟกัส


"แม่ จะส่งแกไปอยู่กับน้ายอดนะ" แม่โพล่งเอ้ยกับเขา
"พอแม่โทรไปบอก น้าก็ลงมาเลย" น้ายอดกำพวงมาลัยรอสัญญาณไฟ ยิ้มผ่านกระจกมองหลังมาที่เขา

"ทำไมแม่ไม่ไปด้วยกันละครับ" เขาถาม

สีหน้าของแม่ยิ่งแย่ลงกว่าเดิม น้ำใส ๆ ค่อย ๆ รินหลั่งออกมาจากสองตา

ภาพแม่ถูกทุบตี โดนพ่อทำร้ายยามที่เมา ว้าบหลุดเข้ามาในห้วงความคิดของเขา

"แม่ทิ้งพ่อ ไว้คนเดียวไม่ได้หรอก" แม่พยายาม[เก็บ กด ข่ม]อารมณ์และน้ำตา
"ทำไมละครับ" เขายังคงคาดคั้นเอาคำตอบ จากผู้เป็นแม่
"เพราะว่าแม่....." เขื่อนความพยายามที่เคยกั้นน้ำตา ถูกทำลายไม่เหลือชิ้นดี

เขานิ่ง เงียบ ปล่อยให้ผู้เป็นแม่ปลดปล่อยพันธนาการ เป็นสายธารน้ำตา

"รัก" งั้นเหรอ เขาคงยังไม่เข้าใจ คำ ๆ นี้ดีพอมั้ง เพราะครั้งนึงผู้เป็นพ่อ ก็เคยบอกกับเขาเช่นนั้นมาก่อน แต่ทำไม?
ช่างมันเถอะ เขาคงเป็นคนเย็นชา กับเรื่องความรักหรือไม่ก็เป็นลูกอกตัญญู
ความคิดของเด็กหนุ่ม ในวัยสิบขวบปลาย ๆ


รถแล่นมาถึงบ้านหลังเล็ก ๆ ชานเมือง
"เดี๋ยว ฟ่างไปเก็บข้าวเก็บของนะ" น้ายอดบอกแกมสั่ง

"เป็นไงละ อยู่ดีไม่ว่าดี หาเหาใส่หัวแท้ ๆ" เสียงพ่อโพล่ง ผ่านมาจากมุมหนึ่งของบ้าน
"จะไปไหนก็ไป" พ่อยังคงส่งเสียงคำรามดังก้องบ้าน
"คุณ" เสียงของแม่ปนเสียงสะอื้นพยายามปราม

เขาเดินขึ้นบันไดไปยังห้องของตัวเอง โดยไม่สนใจคำใดๆ ของผู้เป็นพ่อ

"ทำไมแกถึงทำข้อสอบไม่ได้"
"ฉันอุตส่าห์ ส่งให้แกเรียนโรงเรียนดีๆ"
"วันสอบ ฉันก็ไปส่งแกถึงห้องสอบ"
"แล้วผลสอบ เป็นไงละ"
"คณะที่เลือกอันดับสุดท้ายก็ไม่ติด"
"แกนี่มันโง่ตามใครนะ"
"แกมันลูกไม่รักดี" คำต่อว่าจากผู้เป็นพ่อ ที่คาดหวังว่าเขาจะต้องสอบติดคณะแพทยศาสตร์ สักมหาวิทยาลัยหนึ่ง และจะได้ดูแลยามแก่เฒ่า

"ผมทำเต็มที่แล้วครับ" เขาตะโกนอย่างสุดเสียง น้ำตาที่เขาไม่คิดว่า มันจะหยุดได้ ยังคงไหลอย่างต่อเนื่อง
"ปั้ง" เสียงเขาปิดประตูห้องตัวเองอย่างเต็มแรง หูอื้อ ตาพร่าไปด้วยม่านน้ำตา


เขาไม่คิดว่า เขาจะได้กลับมายังห้องของตัวเองอีกครั้ง
"การสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย มันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ" เขาไม่เข้าใจ ว่าทำไม การเรียนสูง ๆ ในคณะดี ๆ มหาวิทยาลัยดัง ๆ มันจะทำให้เขามีชีวิตทีดีกว่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อพ่อยังเมาเหล้า และทำร้ายแม่อยู่เช่นทุกวันนี้

เขาพับผ้า เก็บของใช้เท่าที่จำเป็น ยัดใส่กระเป๋าใบใหญ่
น้ำตายังคงร่วง ไหลไม่ขาดสาย

นี่เขากำลังทิ้งแม่รึเปล่า
แม่จะอยู่อย่างไร
พ่อจะยังทำร้ายแม่อยู่ไหม

ยิงคิดเขาก็ยิ่งร้องไห้

"ก๊อก ก๊อก" เสียงเคาะประตู
"น้าเอง ฟ่าง" น้ายอดตะโกนผ่านประตูห้อง
"ทานข้าวก่อนไหม ยังพอมีเวลา" น้าชาย ที่เขาไม่ได้เจอมาเกือบ สามปี กล่าวชวนให้เขาลงไปทานข้าว
"ครับ" เขาพยายามเอามือปาดน้ำตา และข่มให้มันหยุดไหลลงไปบ้าง


ความเงียบ แผ่คลุม รอบห้องครัว
"อิ่ม แล้วเหรอ" น้ายอดถาม ขณะกำลังตักแกงจืด
"งั้นก็ไปเตรียมตัว รอน้าเลยนะ"
"รถออกกี่โมงนะยอด" แม่ถามน้าอีกครั้ง เพื่อความแน่ใจ
"สามทุ่ม ครับพี่น้อย"
"งั้นอีกครึ่ง ชั่วโมง ก็เตรียมออกกันได้ละ ไม่รู้วันนี้รถติดรึเปล่า" แม่พูดพร้อมยกน้ำขึ้นดื่ม
"เดี๋ยวคุณช่วยขับรถไปส่งทีนะ" คำขอร้องของผู้เป็นแม่ ต่อพ่อของเขา



สถานีหัวลำโพง
วันนี้เป็นวันพฤหัสฯ แต่ผู้คนยังคงพลุกพล่าน บ้างนั่งกับพื้นเหมือนกำลังรอเวลา บ้างหอบข้าวของพะรุงพะรัง บ้างเดิน บ้างวิ่ง เสียงระฆัง สัญญาณรถไฟ เสียงประกาศ ระงม
เขา ไม่สามารถจับเสียงรอบตัวเขาได้
แต่พลันต้องมาชะงักกับบางเสียงของคนใกล้ตัว
"เหลือเวลาอีก 15 นาทีรถไฟจะออกละ" น้ายอดโพล่งขึ้นมา
"พี่ฝาก ฟ่าง ด้วยนะยอด" สีหน้าของแม่ไม่สู้ดีนัก
"ไม่ต้องเป็นห่วง"

เขายกมือไหว้ แม่ และพ่อ ผู้ซึ่งยังมีสีหน้าเมินเฉย
"มีอะไรที่ช่วยน้ายอดได้ ก็ช่วยน้านะลูก" เป็นคำ ที่แม่เอ้ยกับเขาเป็นคำสุดท้ายก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นรถไฟ

เสียงล้อเหล็ก บดขยี้ กับราง แล่นออกจากเมืองหลวง ที่วุ่นวาย
รถไฟชั้นสอง แทบไม่มีที่ว่างเหลืออยู่เลย
น้ายอดมองหา เลขที่นั่ง ที่ระบุไว้บนตั๋วโดยสารรถไฟ ให้ตรงกับผนักเก้าอี้
"เจอละ ฟ่างเข้าไปนั่งข้างในนะ เดี๋ยวน้านั่งติดทางเดินเอง" คำสั่งจากน้าชาย


ยังไม่ทันพ้น เขต กรุงเทพฯ เสียงน้ายอดก็เงียบไป
เขา นอน แต่ข่มตาให้นอน และหลับตามกายไม่ได้
ความคิดต่าง ๆ นานา ประเดประดัง พรั่งพรู อยู่ในหัวเขา

แม่จะเป็นอย่างไร
พ่อจะทำร้ายแม่ไหม
จะเรียนอะไร ที่ไหน
จะต้องช่วยน้ายอดทำอะไรบ้าง



ขณะที่เขาคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย
แสงอาทิตย์ยามเช้า ลอดผ่านกระจกหน้าต่างรถไฟ กลิ่นอายความบริสุทธิ์ ถูกสูดเข้าปอดของเขาอย่างเต็ม ความคิดที่ล่องลอยของเขาถูกปลุก

ที่นอกหน้าต่างรถไฟ ต้นไม้เขียวขจี ดอกไม้ป่าสีสด ภูเขาหลากลูกตั้งตระหง่าน สลับไปมาใหญ่น้อย หมอกยามเช้าบางเบาเหมือนม่านขาวกั้นอยู่เบื้องหน้า
รถไฟ แล่นโค้งผ่านเขา กำลังลอดหายไปในความมืดของอุโมงค์ดำ
"ขุนตาล" คือชื่อของอุโมงค์ที่เขาสะกดอ่านจากป้าย

ไม่กี่ ห้วงกังวล รถไฟก็เทียบชานชาลา
"ที่นี้ชานชาลา สถานี เชียงใหม่" เสียงนายสถานีประกาศดังลั่น