ส.ส.ได้รับเงินประจำตำแหน่ง ๖๒,๐๐๐ บาท และได้เงินเพิ่ม ๔๒,๓๓๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๐๔,๓๓๐ บาท โดยสิทธิที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่ง เริ่มตั้งแต่วันปฏิญาณตนเข้ารับหน้าที่
นอกจากนี้ สมาชิกแต่ละคนสามารถตั้งผู้ช่วยดำเนินงานได้จำนวน ๕ คน ได้รับอัตราค่าตอบแทน ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อคน-ต่อเดือน อีกทั้ง ส.ส.ยังสามารถตั้งผู้เชี่ยวชาญประจำตัวได้จำนวน ๑ คน โดยมีค่าตอบแทน ๒๐,๐๐๐/เดือน
ดังนั้น ค่าใช้จ่ายสำหรับ ส.ส.๑ คน ตกเดือนละ ๑๗๔,๓๓๐ บาท รวม ๔๘๐ คน เป็นเงินเดือนละ ๘๓,๖๗๘,๔๐๐ บาท หรือปีละ ๑,๐๐๔,๑๔๐,๘๐๐ บาท
รวมถึงมีเงินประกันสุขภาพให้ ส.ส.ปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท/ปี ในส่วนการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่นั้น ส.ส.จะได้สิทธิ์ที่ได้รับใบเบิกทางเริ่มตั้งแต่วันปฏิญาณตน โดยสามารถเดินทางไปปฏิบัติราชการโดย
๑.เครื่องบิน
๒.รถไฟ มีผู้ติดตามได้ ๑ คน
๓.รถยนต์ (บ.ข.ส.) มีผู้ติดตามได้ ๑ คน
งบประมาณในการจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา (จำนวน๔๘๐ เครื่อง)ครั้งนี้ใช้ไปทั้งหมด ๒๕,๓๐๐,๐๐๐ บาทถ้วน
(ที่มาจากคอลัมน์ เขียนแผ่นดิน ของคุณเปลว สีเงิน)
รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม
แหม หรือจะเปลี่ยนอาชีพมาเป็น ส.ส.ดี (เอ๊ะ เขาถือเป็นอาชีพหรือเปล่า) ทำไมหนา ไม่เกิดมาเป็นลูกคนมีสีบ้าง
จะได้ไม่ต้องร่ำต้องเรียนจนถึง ปริญญาเอก จบตรีจบโท ก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ก็เป็นถึง ผู้ช่วยเลขาท่านรัฐมนตรีฯ
จะว่าไปไม่มีสิทธิ์มีเสียงบ่นอยู่แล้ว เพราะไม่ได้จ่ายภาษีมาหลายปี แถมสิทธิที่พึงมีก็ไม่ได้ใช้อีกต่างหาก
สงสารก็แต่คนไทย ที่จ่ายภาษี และใช้สิทธิ์ใช้เสียงอย่างเต็มที่
เขาว่าแหละหนา-ประชาธิปไตย- ก็ต้องยอมรับเสียงข้างมากกันไป
แล้วเราก็ยังเห็นคนโกงคนกิน มีความสุขดีอยู่
ไหนใครว่า บาปกรรมเดี๋ยวนี้มันเร็วย่ิงกว่าใยแก้วนำแสง
สงสัยจะโดนจ่ายใต้โต๊ะซะละมั่ง ใยแก้วที่ซื้อมามันถึงได้เดินทางช้าเยี่ยงนี้
หอมปากหอมคอ กับคนมีปม เก็บกด มองโลกในแง่ร้าย แถมไม่ศรัทธากับเรื่องร่วงโลกอีกต่างหาก